Business toolkit มีมากมายให้เลือก แต่จะรู้ได้ยังไงว่าอันไหนจะเหมาะกับธุรกิจของคุณ ก่อนอื่นเลย ต้องดูว่าใน toolkit นั้น ๆ ประกอบไปด้วยเครื่องมือหรือซอฟต์แวร์แบบไหนบ้าง แล้วจึงมาคำนวณความคุ้มค่าหากคุณเลือกที่จะซื้อ toolkit นั้น ๆ มาใช้ในธุรกิจของคุณ

ตัวอย่าง Business Toolkit

  • G Suite: ชุดเครื่องมือนี้ให้บริการโดย Google ที่มาพร้อมกับบริการอีเมลที่คุณไม่ต้องใช้ @gmail.com ลงท้ายอีเมลของคุณ แต่สามารถใช้ @ชื่อบริษัทของคุณได้ เพื่อให้ดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น ทั้งยังมีตัวจัดการปฏิทิน ที่เก็บข้อมูลออนไลน์ (Google Drive) ซอฟต์แวร์ช่วยด้านเอกสาร (Docs, Sheets, Forms, Slides, etc.) ทั้งยังมาพร้อมกับเครื่องมือช่วยสร้างเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่น
  • Buffer: หากธุรกิจของคุณอาศัยการโพสต์ลงสื่อโซเชียลมีเดียเป็นหลัก Buffer จะช่วยในด้านการโพสต์ การตอบลูกค้า และการวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียลมีเดีย รวมทั้งการให้คำแนะนำในด้านเหล่านี้อีกด้วย
  • HubSpot CRM: CRM หรือ Customer Relationship Management ที่ดีจะช่วยให้ธุรกิจของคุณดึงดูดลูกค้าไว้ได้ หากคุณไม่แน่ใจว่าจะซื้อ toolkit นี้ดีไหม HubSpot CRM ให้คุณใช้งานเครื่องมือบางประเภทได้ฟรี เช่น เครื่องมือที่ช่วยด้านการขาย เครื่องมือจัดการข้อมูลติดต่อ และอื่น ๆ อีกหลายรายการ แต่แน่นอนเครื่องมือบางชนิดก็ต้องจ่ายเงินเพื่อที่จะใช้งาน เช่น เครื่องมือด้านการตลาด เป็นต้น
  • Trello: Trello ให้บริการการบริหารจัดการข้อมูล เช่น เป็นการติดตามโปรเจ็กต์งาน เป็นต้น รูปแบบการใช้งานมีให้เลือกทั้งแบบใช้ได้ฟรีและแบบเสียเงิน ซึ่งการจะเลือกแบบไหนก็ต้องดูที่ความต้องการของคุณ

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างเพียงเล็กน้อย เพราะที่จริงแล้วยังมี business toolkit อีกมากมายให้คุณได้เลือกสรร ก่อนจะเลือกใช้อันใดอันหนึ่ง ก็ควรศึกษาให้ดีก่อน